กีฬา > ฟุตบอล > กูรูลูกหนังจัดหนัก > ฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก/ยูฟ่าคัพ >

“ปืนใหญ่“ในแชมเปี้ยนส์ลีก

“ปืนใหญ่“ในแชมเปี้ยนส์ลีก
“ปืนใหญ่“ในแชมเปี้ยนส์ลีก

ผมว่าหลายคนน่าจะได้ทราบผลการแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในเกมแรก รอบแบ่งกลุ่มของฤดูกาล 2012/2013 ไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีทั้งทีมที่สมหวังและผิดหวัง

แต่ด้วยกระผมเป็นกองเชียร์ "เดอะ กันเนอร์ส" โดยการเกิด จึงอดรนทนไม่ไหวจริงๆ กับการอวยชัยให้ทีมรักของตัวเอง ที่แม้จะกลับออกมาจากถิ่น สต๊าด เดอ ลา มอสซอง ของ มงต์เปลิเย่ร์ แบบทุลักทุเล

นั่นหมายความว่าสัญญาณของเส้นทางที่สวยงามกำลังผลิดอกออกผลให้เห็นอย่างชัดเจน และหากจบ 6 เกมของรอบแบ่งกลุ่มด้วยการผ่านไปเล่นต่อในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ นั่นหมายความว่าเป็นเวลากว่า 13 ปีติดต่อกันที่ อาร์เซนอล ทีมดังจากศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อกเอาท์ของรายการฟุตบอลถ้วยที่ขึ้นชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป

แม้การผ่านเข้าสู่รอบลึกๆ ในรายการ "ชปล." ของ อาร์เซนอล ในตลอดหลายปีที่ผ่านมา จะเป็นหนึ่งในข้ออ้างที่ฟังดูเป็น "มะนาวไม่มีน้ำ" ของ อาร์แซน เวนเกอร์ เทรนเนอร์เฟร้นช์แมนของทีม มาโดยตลอด

แต่นี่ก็เป็นเครื่องหมายการันตีความเป็นยอดกุนซือของ เวนเกอร์ ได้อย่างดีทีเดียว เพราะแม้ว่า อาร์เซน่อล จะถูกตีตราว่าเป็นทีม "ค้ามนุษย์" ที่มักปล่อยผู้เล่นตัวหลักในทีมออกไปให้ทีมอื่น จนไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในตลอด 6 ปีที่ผ่านมา

แต่พวกเขาก็ยังจะผ่านสู่รอบลึกของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ร่ำไป เคยถึงขั้นใกล้เคียงกับการคว้าแชมป์ด้วยซ้ำเมื่อปี 2006 ที่ผ่านมา และทั้งหมดคือการยืนยันว่า อาร์เซนอล นั้นยังเป็นหนึ่งในทีมระดับหัวแถวของเวทีค้าแข้งยุโรป

ย้อนกลับมาถึงก้าวแรกของ อาร์เซน่อล ในฤดูกาล 2012/2013 นี้กันหน่อยกับการบุกเยือน มงต์เปลิเย่ร์ ทีมแชมป์จากลีกเอิง ฝรั่งเศส เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และนี่เป็นการได้ลงเล่นในเวที "บิ๊กเอียร์" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรของพวกเขา ทำให้เหล่ากองเชียร์ของทีมต่างภาคภูมิใจและตื่นเต้นมากมายกับการที่ทีมรักได้ลงโชว์ผลงานในเกมระดับทวีปเยี่ยงนี้

แต่ มงต์ฯ ในฤดูกาลนี้กับฤดูกาลที่ผ่านมานั้นต่างกันยิ่งนัก เพราะแม้ว่าจะมี มาบู ยังก้า-เอ็มบีวา หรือ อูเนส เบลอองดา ห้องเครื่องดาวรุ่งตัวจี๊ดอยู่ แต่การขาดหายไปของ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ย้ายมาเล่นมาให้ อาร์เซนอล นั่นเองก็ให้พวกเขาผลงานตกลงไปอย่างชัดเจน

จากทีมที่ผลงานดีมากในเกมลีกน้ำหอมเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แต่เปิดซีซั่นใหม่มาได้ 5 เกม พวกเขาเพิ่งจะเก็บชัยชนะได้เพียงแค่เกมเดียว และแพ้ไปแล้วถึง 3 เกมด้วยกัน

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เป็นเวทีที่ไม่ค่อยต้อนรับทีมน้องใหม่สักเท่าใด ดังที่เราเคยเห็น ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อีกหนึ่งทีมดังของ อังกฤษ ที่แม้ว่าจะทำผลงานได้ดีเพียงใดก็โดนเขี่ยกระเด็นตกรอบแรกได้มาแล้วเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

มงต์เปลิเย่ร์ ก็เช่นกัน พวกเขาเป็นทีมพลังหนุ่มที่ต้องยอมรับว่าไร้ประสบการณ์กับรายการเคี่ยวๆ เช่นนี้ และการเจอกับทีมที่คร่ำหวอดในรายการนี้มาตลอด 13 ปี นับว่าเป็นงานที่หนักหนาสาหัสพอสมควรไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่ในช่วงแรกของการแข่งขัน "เทพธิดาแห่งโชค" โอบกอดพวกเขาด้วยรอยยิ้ม หลังเจ้าบ้านได้จุดโทษตั้งแต่นาทีที่ 9 ของเกมการแข่งขัน ใครจะคิดว่าผมเข้าข้างก็ช่าง แต่ผมมองยังไงจังหวะการเข้าสกัดของ โธมัส แฟร์มาเล่น จังหวะนั้นก็ไม่น่าจะเป็นจุดโทษ

แต่ก็สุดแล้วแต่วิจารณญาณของผู้ตัดสินอย่าง คาร์ลอส เบลาสโก การ์บาโย่ ที่สงสัยจะใช้ตาตุ่ม หรือส้นเท้ามอง ถึงได้เห็นและเป่าจุดโทษแบบถนัดถนี่และไม่มีข้อกังวล จนสุดท้าย เบลอองด้า ลุกขึ้นมาซัดแบบชิพ (หาย) เข้าไปซุกก้นตาข่ายแบบเรียกเสีงยงก้องสนาม ที่สำคัญ เรเน่ ชิราร์ด ดีใจจนโดดตัวลอย สงสัยคงคิดว่าทีมตัวเองได้เปรียบเข้าเสียแล้ว

ผมว่าเทรนเนอร์มงต์เปลิเย่ร์ ดีใจจนน่าหมั่นไส้เกินไป จึงเป็นเหตุให้ 1 ประตูในการขึ้นนำของพวกเขากลายเป็นชนวนให้นักเตะอาร์เซน่อล ต้องงัดฟอร์มจี๊ดออกมาสู้แบบสุดตัว แชร์วินโญ่ ที่ได้กลับมาวิ่งหยอยๆ อยู่ในสนามหญ้าเมืองน้ำหอมอีกครั้ง ดูจะลิงโลดเป็นพิเศษวิ่งซ้ายทีขวา

จนสุดท้ายประตูตีเสมอก็มา จาก "โพลดี้" ลูคัส โพดอลสกี้ ที่รับบอลทะลุช่องมาจาก ชิรูด์ พร้อมผ่านเข้าไปล่อเป้าก่อนจะยิงประตูตีเสมอได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ประตูตีเสมอก็ทำให้ ชิรูด์ กลายเป็นเหยื่อเสียงโห่ของแฟนเจ้าถิ่น จนสุดท้ายเล่นไม่ออกและถูกเปลี่ยนตัวไปในช่วงครึ่งหลัง

และเมื่อมีประตูตีเสมอได้ไม่นาน แชร์วินโญ่ ก็เรียกประตูขึ้นนำได้ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา นี่คือการกลับมาสู่เกมของตัวเองที่ทำให้ อาร์เซน่อล ได้เปรียบอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามผมว่านี่ยังไม่ใช่เกมที่ดีที่สุดของ อาร์เซน่อล เพราะเมื่อได้ประตูที่ 2 แทนที่พวกเขาจะไล่ขยี้ให้มีความได้เปรียบเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ดูเหมือนจะมีกำลังทำได้เพียงแค่ 2 ประตู เพราะกลายเป็น มงต์เปลิเย่ร์ ที่พยายามจะเรียกประตูตีเสมอให้จงได้

แม้หมดครึ่งแรกไปก็ยังไม่ถอด กลับกลายเป็น อาร์เซน่อล เสียเองที่เกือบจะพลาดท่าเสียทีหลายครั้ง คาร์ล เจนกินสัน ที่เล่นได้ดีใน 45 นาทีแรก พอโดนจี้เข้าใส่เรื่อยก็โรยแรงลงอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับ คีแรน กิ๊บส์ ที่ผิดพลาดบ่อยครั้งจนเกือบจะเสียท่าเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดีความไร้ประสบการณ์ในเกมใหญ่ของ มงต์เปลิเย่ร์ ทำให้พวกเขาได้แค่บุกแต่เรียกประตูไม่ได้ นับว่า "เทพธิดาแห่งโชคชะตา" หันมาเข้าข้าง อาร์เซน่อล บ้างในช่วงท้าย หลังเคยเข้าข้างเจ้าบ้านมาก่อนในช่วงต้นครึ่งแรก

ทั้งนี้ยังเหลืออีก 2 เกมถ้วยยุโรปที่ อาร์แซน เวนเกอร์ จะไม่สามารถลงคุมทีมข้างสนาม เพราะถูก สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ "ยูฟ่า" สั่งแบนหลังก่อกิริยาไม่เหมาะสมเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และมันติดค้างมาจนถึงตอนนี้ และเป็นหน้าที่ของ สตีฟ โบลด์ ผู้ช่วยผู้จัดการหน้าใหม่ที่ต้องทำหน้าที่แทนไปก่อน

ซึ่งหากคู่แข่งไม่ใช่ มงต์เปลิเย่ร์ แต่เป็นทีมประสบการณ์สูง หรือคุณภาพสูงอย่าง บาเยิร์น มิวนิค, บาร์เซโลน่า หรือ เรอัล มาดริด ดูท่าน่าจะเอาตัวไม่รอดอยู่เหมือนกัน และนี่เป็นการบ้านที่ เวนเกอร์ ต้องกลับไปทำการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ได้หรือไม่ได้ ดูเอากับผลงานในช่วงต่อไปนะคร้าบบบบบบบ

เรื่องโดย "อธิคม ภูเก้าล้วน"

ติดตามข่าวกีฬา วิเคราะห์บอล ผลบอล ฟุตบอล รอบโลก ได้ที่นี่

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งหมด >>