เมื่อ ‘คน' กลายเป็น ‘แพะ'

เมื่อ ‘คน' กลายเป็น ‘แพะ'

เมื่อ ‘คน' กลายเป็น ‘แพะ'

เป็นอันว่า ความฝันของแฟนฟุตบอลชาวไทย ที่จะได้เห็นขุนพลทีมชาติไทย คว้าแชมป์แรกในรอบ 10 ปี ก็มีอัน "มลาย" กลายเป็น "ฝันค้าง" ไปเรียบร้อย

หลังทีมช้างศึก ทำได้แค่เฉือนเอาชัยเหนือขุนพลแดนลอดช่อง "สิงคโปร์" เพียง 1-0 อันเป็นสกอร์ที่ไม่เพียงพอต่อการที่จะทำให้เรา คว้าแชมป์แห่งชาติอาเซียน หรือ "เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ" ที่เพิ่งรูดม่านปิดฉากลงไปเมื่อค่ำวันเสาร์ (22 ธ.ค.) ที่ผ่านมา

ไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่า นี่คืออีกครั้งแห่ง "ความล้มเหลว" ของทีมฟุตบอลไทย ที่เพียงแค่ทัวร์นาเมนต์ระดับอาเซียน เรายังไม่มี "ความสามารถ" ที่จะเอาแชมป์มาครอง ทั้งๆ ที่ เราทุกคน ต่างมุ่งหวัง และดู "มั่นอกมั่นใจ" ว่า เรา "ดีพอ" ที่จะก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้

จากพัฒนาการในด้าน "บวก" อย่างต่อเนื่องของลีกอาชีพบ้านเรา ที่ถูกประเมินจากทุกฝ่ายว่า "แข็งแกร่ง" ขึ้นเรื่อยๆ จนดูจะเป็นลีกซึ่ง "ดีที่สุด" ในย่านอาเซียน และน่าจะยืนอยู่ในระดับ "ท็อปไฟว์" ของเอเชีย ซึ่งมันน่าจะเข้าสูตร "บอลลีกแข็งแกร่ง ทีมชาติแข็งแกร่ง"

จากการที่เรามีโค้ชระดับฝีไม้ลายมือเป็นที่ "ยอมรับ" ไม่เฉพาะแค่แฟนบอลบ้านเราเท่านั้น หากแต่ว่า ในแวดวงลูกหนังระดับโลก ชื่อของ "วินฟรีด เชเฟอร์" ก็เป็นที่ "ยอมรับ" กันอย่างกว้างขวางว่า เป็นกุนซือระดับ "ยอดฝีมือ"

เหตุผลทั้ง 2 อย่างนี้ ความจริงแล้วก็น่าจะ "เพียงพอ" กับการที่เราจะก้าวไปเป็นแชมป์บอลแห่งชาติอาเซียน

ทว่า! มันกลับไม่เป็นไปอย่างที่ถูกคาดหวังเอาไว้

เท่ากับว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อย่างที่ทราบกันก็คือ เราไม่เคยได้แชมป์รายการนี้เลย เมื่อรวมกับการที่ทีมขุนพลไทย พลาดท่า "ตกรอบแรก" ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2 ครั้งซ้อนๆ

มาถึงตรงนี้ "ความจริง" ที่ว่า ไทยคือชาติที่มี "มาตรฐาน" ลูกหนัง "ดีที่สุด" ของภูมิภาค "อาเซียน" มันจึงไม่ใช่อีกต่อไป

เกิดอะไรขึ้นกับผลงานของขุนพลไทย ทั้งๆ ที่ ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้น ดูจะถูกคาดหวังเอาไว้ "สูง" มาก และเมื่อเริ่มออกสตาร์ตทัวร์นาเมนต์ ผลงานของทีมชาติไทย ก็ดูจะเป็นไปในทิศทาง "บวก" เหมือนที่ถูกคาดหวัง แต่สุดท้าย เราก็ทำไม่สำเร็จ

ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้ว รูปแบบการเล่นของทีมไทย ภายใต้การบงการของ วินฟรีด เชเฟอร์ ถือได้ว่าน่าตื่นตาตื่นใจ มีความเป็น "ระบบ" และดู "ลงตัว" อย่างยิ่ง หากเทียบกับทีมชาติไทย ในยุคของกุนซือรายอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ย้อนหลังไปสัก 10 ปี

คำตอบที่ยังไงก็ต้อง "ใช่" จึงหนีไม่พ้น สิ่งที่ "เข้าใจ" กันมาตลอดว่า เราคือชาติที่มีมาตรฐาน "ดีที่สุด" ของอาเซียน เป็นเรื่องที่ "เข้าใจผิด"

ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องมายอมรับความจริงว่า เราถูกคู่แข่ง "แซง" ขึ้นหน้าไปหมดแล้ว

การอยู่ในสภาวะ "ถดถอย" ของทีมชาติไทย ควรจะอยู่ในความ "รับผิดชอบ" ของใคร?

แน่นอน ความรับผิดชอบนี้ ทุกฝ่ายย่อมต้องมีส่วนด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น นักฟุตบอล, โค้ช ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพียงแต่ ความรับผิดชอบที่ว่า คงจะต้องให้ "น้ำหนัก" ที่ลดหลั่นกันไป

ขุนพลนักเตะทีมชาติไทยทั้งหลาย ก็มาจากไทยพรีเมียร์ลีก ที่ไม่ต้องมาถามถึงเรื่องความพร้อมของสภาพร่างกาย และเรื่องระดับฝีเท้า เพราะฉะนั้นเมื่อประสบความพ่ายแพ้ ก็ย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบ

วินฟรีด เชเฟอร์ ในฐานะผู้วางแท็กติก วางระบบการเล่น เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ ก็ย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบ

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ที่จะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ "สูงที่สุด" ควรจะเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง "สูงที่สุด" ของวงการฟุตบอลบ้านเรา

2 สมัย นับตั้งแต่การเข้ามาดำรงตำแหน่งของท่าน สิ่งที่ได้ยินได้เห็นมาโดยตลอด ทีมชาติไทยเรา แพ้, แพ้ และ แพ้ ในทุกๆ ชุด ตั้งแต่ระดับเด็ก, เยาวชน จนมาถึงทีมชาติชุดเล็ก และ ชุดใหญ่

ปัญหาในการบริหารจัดการของท่านก็คือ ท่านดูจะไม่เคยมี "แผน" สำหรับการบริหารจัดการเกี่ยวกับทีมชาติไทยเราอย่างจริงจัง

ผมคงไม่ต้อง "สาธยาย" หรอกว่า มีเรื่องอะไรกันบ้าง เพราะเคยเขียน เคยพูด ไปมากมายก่ายกองเยอะแยะไปซะหมด แต่ก็ดูจะไม่ได้ความ "สนใจ" แถมบางครั้ง สิ่งที่ผม, สื่ออื่นๆ หรือแม้แต่แฟนบอลนำเสนอ กลับถูกมองเป็น "ฝ่ายตรงข้าม" และ "ฝ่ายต่อต้าน" ไปซะฉิบ

ข่าวล่ามาเร็ว แว่วมาแล้วว่า กำลังจะมี "แพะ" สำหรับความ "ล้มเหลว" ของทีมชาติไทยในครั้งนี้แล้ว

เป็นแพะชาว "เยอรมนี" ซะด้วยซิ

ผมว่า ถ้าข่าวนี้เป็นจริง มีหวังได้เห็นปรากฏการณ์ "ไข่ลอย" อีกหนก็ได้ครับ

เครดิตภาพ - FB Winfried Schäfer

Advertisement Replay Ad

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์