ทีมชาติไทย ใครก็ไม่อยากคุม

ทีมชาติไทย ใครก็ไม่อยากคุม

ทีมชาติไทย ใครก็ไม่อยากคุม

ฟุตบอล : เป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกินที่ช่วงชีวิตของผมมาอยู่ในยุคที่ต้องเห็นฟุตบอลทีมชาติไทยถูกย่ำยี ทั้งผลการแข่งขันที่เราเริ่มจะสามารถแพ้ได้หมดทุกทีม

แม้กระทั่งซีเกมส์ที่เคยผูกปีคว้าแชมป์มาตลอด ล่าสุดก็ตกรอบแรกมา 2 สมัยติดต่อกัน รวมถึงปัญหาเดิมๆ คือโปรแกรมอุ่นเครื่องตามปฏิทินฟีฟ่า ที่ชาติอื่นๆ เขามีคิวลงเตะกันพร้อมหน้า

แต่เรากลับเมินเฉยไม่ปฏิบัติตามหลักสากล อันดับแรงกิ้งฟีฟ่าของเราก็ร่วงลงมาเรื่อยๆ จนล่าสุดรั้งอยู่ที่ 142 ตกมาเป็นอันดับที่ 22 ของทวีปเอเชียไปแล้ว

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อนบ้านของเราทั้ง อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม หรือลาว ต่างก็มีแมตช์อุ่นเครื่อง

โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ที่นัดทีมระดับโลกอย่าง เนเธอร์แลนด์ ที่มี หลุยส์ ฟาน กาล กุนซือใหญ่นำทัพมาพร้อมนักเตะดังอย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่, เวสลี่ย์ ชไนเดอร์, อาร์เยน ร็อบเบน, เดิร์ค เคาท์ ฯลฯ รวมถึงทีมชาติจีน ก็ได้โอกาสลับแข้งกับขุนพล "ฟลายอิ้งดัตช์แมน" เช่นกัน

ซึ่งผมเชื่อว่าหากเรามีการวางแผนล่วงหน้า และติดต่อไปอย่างจริงจัง ก็มีโอกาสที่ทีม "อัศวินสีส้ม" จะบุกมาเยือนเมืองไทยอีกครั้ง เพราะเขาวางคิวมาทัวร์เอเชียอยู่แล้ว

เมื่อไม่มีโปรแกรมเตะ ทีมชาติก็เหมือนโดนแช่แข็ง พอเข้าสู่ทัวร์นาเม้นต์สำคัญก็ย่อมเป็นรองทีมอื่นที่เขาได้ลงสนามอยู่เป็นประจำ ทั้งเรื่องความเข้าใจในเกมและความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะที่มาจากต่างสโมสร คนเป็นกุนซือก็ไม่สามารถทดลองนักเตะเพื่อหาระบบการเล่นที่เหมาะสมได้

แบบนี้แข่งกี่ปีกี่ชาติเราก็คงจะต้องมาคอยอ่านข่าวหลังเกมเรื่องปัญหาเวลาในการเก็บตัวน้อย และอีกสารพันปัญหาที่เอามาเป็นข้ออ้างจนทำให้ทีมไม่ประสบความสำเร็จอยู่ร่ำไป

แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อและเจ็บปวดที่สุดก็คือตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยอันทรงเกียรติ กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครอยากนั่งเก้าอี้ตัวนี้ไปเสียแล้ว

ถ้าเป็นประเทศอื่น การได้รับโอกาสกุมบังเหียนทีมชาติของตนเองนั้นถือเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของวงศ์ตระกูลด้วยซ้ำ

ณ ตอนนี้ทีมชาติไทยเราไม่ได้ลงเตะแมตช์อย่างเป็นทางการมา 3 เดือนแล้ว หลังจากเกมบุกไปแพ้ เลบานอน เมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมาในศึกเอเชี่ยนคัพ 2015 รอบคัดเลือก ยิ่งไปกว่านั้นแมตช์อุ่นเครื่องนัดล่าสุดที่ฟีฟ่ารับรองคือเกมกับ บังคลาเทศ เมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว

หลังจากนั้นเรายังไม่เคยอุ่นเครื่องกับใครอีกเลย (ไม่นับเกมกับออลสตาร์ไทยลีก) ส่วนเกมกับหมู่เกาะแฟโร เมื่อช่วงต้นปีเราก็ใช้ทีมชุดซีเกมส์ ดังนั้นจึงไม่ปรากฏผลการแข่งขันอยู่ในปฏิทินของฟีฟ่า

พูดง่ายๆ ก็คือ วินฟรีด เชเฟอร์ ที่เพิ่งกลายเป็นอดีตกับทีมชาติไทย เหมือนถูกจ้างมาหายใจทิ้งไปวันๆ เห็นแบบนี้ก็ไม่น่าแปลกใจแล้วล่ะ กุนซือทุกคนที่รักและเคารพในอาชีพของตนเองคงจะตอบปฏิเสธงานที่เหมือนถูกลอยแพ ไม่มีเวทีให้ได้พิสูจน์ตัวเอง

ดังนั้นขอเอาเวลาไปคุมทีมสโมสรอาชีพที่บริหารงานดีๆ พร้อมจ่ายค่าจ้างและโบนัสให้ตรงตามเวลาทุกงวดจะดีกว่า

วันเสาร์ที่ 15 มิ.ย. นี้ ทีมชาติไทยมีคิวอุ่นเครื่องนัดแรกในรอบปีด้วยการบุกไปเยือนทีมชาติจีน ที่เมืองหนานจิง ผมได้ยินมาว่าทางเจ้าถิ่นช่วยออกค่าใช้จ่ายให้หมดทั้งที่พักและค่าเดินทาง

ซึ่งถ้าเราต้องควักจ่ายเองก็ อาจจะไม่มีแมตช์นี้เกิดขึ้น ทีมชาติชุดนี้ที่นำโดย "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เป็นชุดเฉพาะกิจ 20 นักเตะที่เรียกติดทีม มาจากชุดซีเกมส์ถึง 15 คน

ที่จริงผมว่าช่วงนี้เป็นโอกาสดีที่สุดที่เราจะบุกไปชนะจีนได้ด้วยซ้ำ เพราะทีมชาติของเขากำลังฟอร์มรูดมหาราชจากปัญหาหลายๆ อย่าง ล่าสุดก็อุ่นเครื่องแพ้รวดคาบ้าน 2 นัดต่ออุซเบกิสถาน และ เนเธอร์แลนด์

แต่เรากลับไม่พร้อมยิ่งกว่า แม้จะเป็นเรื่องยากก็ตามแต่ผมก็ยังหวังว่าทีมชุดนี้ซึ่งถูกนิยามไว้ว่าเป็นทีมแห่งอนาคต จะสามารถโชว์ฟอร์มเทพบุกไปยัดเยียดความปราชัยให้จีนได้

ก็ขอเอาใจช่วยแล้วกันครับสำหรับทีมชาติเฉพาะกิจของเรา แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ หลังกลับมาจากแดนมังกร ปีนี้ทีมชาติไทย(ชุดใหญ่) ยังมีโปรแกรมสำคัญที่จะต้องลงเตะ เอเชี่ยน คัพ รอบคัดเลือก

ใครจะกล้าขันอาสารับเผือกร้อนงานนี้ โค้ชไทยยังอยากเป็นกุนซือทีมช้างศึกกันอยู่หรือไม่ และเราจะยังจ้างกุนซือต่างชาติหรือคนไทยมานั่งตบยุงไปวันๆ แบบนี้ต่อไปอีกหรือ

ไม่แน่เหมือนกันนะผลการเลือกตั้งนายกสมาคมฯ คนใหม่ที่ใกล้จะมาถึง อาจจะทำให้คำถามนี้มีคำตอบก็เป็นได้

เรื่องโดย "one man show"

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์