ขอจังๆ แค่ครั้งเดียว : "ฟิลิปโป้ อินซากี้" กับเส้นทางมือพิฆาตกับดักล้ำหน้าเบอร์ 1 ของโลก

ขอจังๆ แค่ครั้งเดียว : "ฟิลิปโป้ อินซากี้" กับเส้นทางมือพิฆาตกับดักล้ำหน้าเบอร์ 1 ของโลก

ขอจังๆ แค่ครั้งเดียว : "ฟิลิปโป้ อินซากี้" กับเส้นทางมือพิฆาตกับดักล้ำหน้าเบอร์ 1 ของโลก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ฟิลิปโป้ อินซากี้ ยิงประตูมามากมายตลอดชีวิตค้าแข้งของเขา ในเกมสำคัญทั้งฟุตบอลโลก, ฟุตบอลยุโรป และเกมชิงแชมป์ระดับสโมสร คุณสามารถไว้ใจการจบสกอร์ของเขาได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม แทบจะทุกประตูของเขามักเกิดขึ้นในกรอบเขตโทษและได้ยิงโล่งๆ เพราะการเอาชนะกับดักล้ำหน้าจนทำให้คนสงสัยว่า “จริงๆ แล้วเขาแค่ฟลุกและโชคดีหรือเปล่า?”

เพื่อความชัดเจน เราจะมาดูกันว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้ “ปิ๊ปโป้” กลายเป็น 1 เดียวบนโลกนี้ที่ยิงแต่ประตูง่ายๆ 

ติดตามทั้งหมดได้ที่นี่

ดูง่ายๆ แต่อธิบายยาก

"เราต้องทำให้แน่ใจว่านักเตะที่แย่ที่สุดของคู่แข่งคือคนที่จะได้บอลมากที่สุด เพราะคุณจะได้บอลกลับคืนมาโดยเร็ว" โยฮัน ครัฟฟ์ ผู้ล่วงลับกล่าวไว้ ... สิ่งที่เขาพูดส่วนใหญ่มันมักจะถูกต้อง แต่สำหรับคำกล่าวนี้คงต้องยกเว้น ฟิลิปโป้ อินซากี้ ไว้สักคน


Photo : www.seriebnews.com

สไตล์คือสิ่งที่ทำให้นักเตะแต่ละคนมีเสน่ห์น่าหลงไหล ปฎิเสธไม่ได้หรอกว่าในยุคปัจจุบันนักเตะที่มีความเร็ว, ปราดเปรียว, เปี่ยมไปด้วยเทคนิค คือสไตล์พิมพ์นิยมสำหรับคอฟุตบอล ไม่อย่างนั้นนักเตะอย่าง เนย์มาร์, เอแด็น อาซาร์, คิลิยัน เอ็มบัปเป้, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ หรือแม้แต่ อุสมาน เดมเบเล่ คงไม่มีค่าตัวเกิน 100 ล้านปอนด์แน่นอน 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่โลกชื่นชมนักเตะที่แสดงผลลัพธ์ในสนามได้อย่างเป็นรูปธรรมดังเช่นนักเตะที่กล่าวมา ทว่าหนึ่งในสไตล์ที่แทบจะหายไปจากโลกฟุตบอล กลายเป็นกองหน้าในสไตล์ซึ่งไม่มีชื่อเรียกเพราะไม่มีใครที่ทำแบบนี้ได้อีกแล้ว นั่นคือสไตล์การเล่นแบบ ฟิลิปโป้ อินซากี้ นักเตะที่ตรงตามบัญญัติไตรยางค์สำหรับคำจำกัดความที่ว่า "กองหน้าตัดสินกันด้วยประตู" อย่างแท้จริง  

"คุณดูการเล่นของ อินซากี้ ดีๆ เขาเหมือนกับคนที่เล่นบอลไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ เขาแค่ไปอยู่ในจุดที่ถูกที่ถูกเวลาเสมอ" นี่คือสิ่งที่ต้นตำรับฟุตบอลยุคใหม่อย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ ชายผู้เชื่อว่าฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพคือ "การทำในสิ่งที่ยากให้ดูง่าย" ว่าไว้  

อินซากี้ คือนักเตะผู้มีนิยามตรงข้ามกับสิ่งที่ตำนานอย่าง ครัฟฟ์ ให้คำจำกัดความของการเล่นฟุตบอลโดยสิ้นเชิง ปิ๊ปโป้ ยิงประตูเกือบ 200 ลูกตลอดชีวิตค้าแข้ง และส่วนใหญ่เป็นการจบสกอร์ในกรอบ 18 หลาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแท็ปอิน (ชาร์จลูกเปิดของเพื่อนร่วมทีม) หรือกระทั่งการทำในสิ่งที่เป็นเครื่องหมายการค้าของเขามากที่สุดนั่นคือการ "เอาชนะกับดักล้ำหน้า"   

สิ่งที่กล่าวมาคือสิ่งที่น่าปวดหัวเพราะไม่รู้จะจัด อินซากี้ ให้อยู่ในหมวดหมู่นักเตะสไตล์ไหนดี เพราะถึงแม้เทคนิคของเขาจะไม่ดีเหมือนที่ ครัฟฟ์ บอกว่าไม่เหมือนนักฟุตบอลอาชีพ แต่ความสามารถของเขานั้นกลับสัมพันธ์กับคำพูดของ ครัฟฟ์ ซึ่งเป็นคำคมอมตะของโลกฟุตบอลที่มีอยู่ว่า "ฟุตบอลเป็นเกมที่เล่นด้วยสมอง ส่วนเท้ามีไว้คอยช่วยเหลือ" ... หากว่าคุณกำลังสับสน ลองไล่เรียงดูสักนิดเพื่อหาคำตอบว่า อินซากี้ เป็นนักเตะแบบไหนกันแน่?

ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองซีกขวา

แม้ อินซากี้ จะไม่ใช่นักเตะที่ทักษะดีหากเทียบกับผู้เล่นชาวอิตาเลียนยุคเดียวกันอย่าง อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ หรือ ฟรานเชสโก้ ต็อตติ ที่เป็นพวกเทคนิคสูงรอบด้าน ขณะที่กองหน้าระดับหัวแถวในยุคนั้นอย่าง โรนัลโด้ และ อังเดร เชฟเชนโก้ ก็มีทั้งความรวดเร็ว, แข็งแกร่ง และถูกเรียกว่าอัจฉริยะ แต่ด้วยความด้อยกว่าในเรื่องของทักษะและพรสวรรค์ มันทำให้เขาพยายามหาแนวทางการเล่นในแบบที่เป็นตัวของตัวเองชนิดที่ว่ายอดกองหน้าบนโลกนี้คนไหนก็ทำไม่ได้ 


Photo : @ClassicCalcio

"ถ้าคุณไม่ได้เกิดมามีพรสวรรค์แบบ โรนัลโด้ และ กาก้า เชื่อเถอะว่าคุณสามารถเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ได้ และสิ่งที่จะทำให้ไปถึงจุดนั้นได้คือความเพียรและความรักในสิ่งที่คุณทำ"  อินซากี้ อธิบายถึงตัวเขาไว้แบบนั้น ... แล้วมันหมายถึงอะไร? 

โรเจอร์ ดับเบิลยู. สเปียร์รี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา (Neurobiologist) เจ้าของรางวัลโนเบลในปี 1981 ได้ศึกษาการทำงานของสมองมนุษย์และพบว่าสมองของมนุษย์แบ่งเป็นซีกซ้ายและซีกขวา โดยแต่ละซีกมีหน้าที่ต่างกันชัดเจน 

สมองซีกซ้ายมีหน้าที่ควบคุมทักษะต่างๆ ของร่างกาย อะไรก็ตามที่เป็นตรรกะและวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ ส่วนสมองซีกขวา ทำหน้าที่ในเรื่องของความเข้าใจการเห็นภาพสามมิติ ความรู้สึกดื่มด่ำและความมีสุนทรียะจากสิ่งต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือสมองซีกขวาส่งผลต่อการเสริมสร้างจินตนาการอีกด้วย เราอาจเรียกสมองส่วนนี้ว่า "ส่วนของการสร้างสรรค์" ... แม้นักเตะอย่าง โรนัลดินโญ่ และ ลิโอเนล เมสซี่ จะมีความปราดเปรื่องทางด้านนี้เช่นกัน แต่สำหรับ ฟิลิปโป้ อินซากี้ มันเป็นความอัจฉริยะที่แตกต่าง เพราะสิ่งที่เขาคิดคือ "การหาหนทางจบสกอร์"

"ปิ๊ปโป้" ทำในสิ่งที่เหมือนกับการใช้จินตนาการและการสร้างภาพในหัวลึกล้ำเกินกว่าคนอื่นๆ ในสนามไป 1 จังหวะเสมอ บางครั้งบอลกระดอนชิ่ง 2-3 ต่อ ทว่าสุดท้ายมันก็มาถึงเขาทุกครั้งไป นั่นเป็นเพราะว่าเขารู้ว่าจะเอาตัวเองไปอยู่จุดไหน และก็เปรี้ยง! ทำประตู ... จบเรื่องอย่างง่ายดาย


Photo : www.uefa.com

เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเข้าไปอีก เราขอยกตัวอย่างในเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2007 ที่ เอซี มิลาน ต้นสังกัดของ อินซากี้ พบกับ ลิเวอร์พูล ในเกมนั้น "ปิ๊ปโป้" ยิง 2 ประตูและส่งทีมเป็นแชมป์ด้วยสกอร์ 2-1 ทว่ารายละเอียดในแต่ละประตูของเกมดังกล่าวแสดงให้เห็นตัวตนของเขาชัดเจนมากๆ 

ประตูแรกมีจุดเริ่มต้นจากฟรีคิกของ อันเดรีย ปิร์โล่ ในระยะราวๆ 23-25 หลากลางประตู กรรมการเป่านกหวีดให้สัญญาณ ปิร์โล่ กำลังย่างเท้าเข้ามาที่บอลเพื่อยิง ทุกคนในสนามแม้แต่คนดูยังหยุดนิ่งเพื่อลุ้นว่าเจ้าพ่อลูกนิ่งอย่าง ปีร์โล่ จะยิงไปมุมไหน ... มีเพียง อินซากี้ คนเดียวเท่านั้นที่ฉีกตัวออกจากแนวกำแพงและวิ่งเข้าช่องที่ไม่มีผู้เล่นใดในสนามยืนอยู่ บอลกระทบกับตัวเขาเปลี่ยนทางเข้าประตูไป และทำให้ มิลาน เล่นเกมนี้อย่างได้เปรียบ

เอาล่ะ คุณอาจจะคิดว่านั่นมันแค่เรื่องของจังหวะและความฟลุกของเขา เพราะในเกมนั้น อินซากี้ มีทั้งจังหวะล้ำหน้าและจังหวะจับบอลพลาดให้เห็นจังๆ อยู่ 3-4 ครั้งแต่สิ่งที่ อินซากี้ ทำในประตูที่สองอาจจะทำให้คำว่าฟลุกนั้นถูกลืมไปเลยทีเดียว

ประตูที่ 2 เกิดจาก กาก้า เลี้ยงบอลเข้าใส่ผู้เล่นลิเวอร์พูลที่เซ็ตแนวรับไว้ถึง 7 คน (ยืนยันโดยมุมกล้องการถ่ายทอดสด) ขณะที่ มิลาน ขึ้นมา 3 คน คนแรกคือคนที่ได้ครองบอลอย่าง กาก้า คนที่สองคือฟูลแบ็กอย่าง มัสซิโม่ อ็อดโด้ ที่ยืนชิดริมเส้นฝั่งขวา ส่วนคนที่ 3 คือ อินซากี้ ที่เผชิญหน้าพร้อมกับการตั้งโซนของกองหลัง ลิเวอร์พูล 4 คน

ทันทีที่ ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ ขยับเข้ามาขวางการเลี้ยงกินพื้นที่ของ กาก้า คู่เซ็นเตอร์ของลิเวอร์พูลอย่าง แดเนี่ยล แอ็กเกอร์ ขยับขึ้นมาขวางช่องจ่ายบอลไปถึงหน้าประตู และคนสุดท้ายอย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์ ที่รู้ทั้งรู้และทำการบ้านมาอย่างดีจ้องมาที่ อินซากี้ และขยับตัวขึ้นเช็คล้ำหน้าแบบวัดใจ ... แต่ อินซากี้ รู้ล่วงหน้า "คาร์ร่า" 1 ก้าว 


Photo : www.90min.com

ปิ๊ปโป้ วิ่งสอดเข้าช่องมาในไทมิ่งที่เป๊ะมาก ... หากจะถามว่ามันเป๊ะขนาดไหน ก็ต้องบอกว่าเมื่อไลน์แมนไม่ยกธงนั้น เจมี่ คาร์ราเกอร์ ถึงกับถอนหายใจ เอามือจับหัวเข่าตัวเองด้วยความท้อแท้ และไม่ตัดสินใจวิ่งตาม อินซากี้ เลยทีเดียว และสุดท้าย ปิ๊ปโป้ ก็หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงลอดตัว เปเป้ เรน่า แบบเหนือชั้น  

จะเห็นได้ว่า อินซากี้ ทำให้แนวรุกที่มี 3 คน เอาชนะแนวรับที่มี 7 คนด้วยสมองซีกขวาของเขาอย่างแท้จริง "ไม่จำเป็นต้องยิงสวยแต่ขอแค่ยิงเข้าก็พอ" นั่นแหละหน้าที่ของเขาล่ะ

ทั้ง 2 ประตูคือลูกยิงระดับซิกเนเจอร์ของ อินซากี้ การยิงลักษณะนี้คือสิ่งที่เขาทำมาตั้งแต่เล่นให้กับ อตาลันต้า, ปิอาเซนซ่า, ยูเวนตุส และ มิลาน จนกระทั่งในนัดชิงวันนั้นซึ่งเขามีอายุ 34 ปี

เคล็ดลับของผู้เชี่ยวชาญ 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกยอมซูฮกในความเป็นเอกลักษณ์ของ อินซากี้ คือสัญชาตญาณของเขา นักเตะอย่าง อินซากี้ แม้แต่จะเรียกว่ากองหน้าก็ยังไม่เหมาะ เพราะคำที่บอกตัวตนของเขาจริงๆ คือคำว่า "ตัวจบสกอร์" จึงจะถูกที่สุด


Photo : @LFChistory

หลายคนบอกว่ามันเป็นเรื่องของพรสวรรค์ในการไปอยู่ถูกที่ถูกเวลา และการอ่านจังหวะการวิ่งของกองหลังคู่แข่งเพื่อเอาชนะกับดักล้ำหน้าไปทำหน้าที่ "ตัวจบสกอร์"  

พรสวรรค์อาจจะถูก แต่นั่นแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นเพราะ อินซากี้ คงไม่สามารถมาถึงจุดที่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนยิงได้เกือบ 200 ลูกเพียงเพราะแค่มีพรสวรรค์อย่างเดียวแน่นอน คู่แข่งทุกคนรู้ว่าเขาชอบเอาชนะกับดักล้ำหน้า และหลายครั้ง อินซากี้ ก็โดนจับล้ำหน้าอยู่บ่อยๆ จนแฟนบอลทั้งโลกจำภาพเขาไว้แบบนั้น

อย่างไรก็ตาม อินซากี้ รู้ว่ากองหลังก็พยายามจะเอาชนะเขา ดังนั้นเขาจึงหยุดนิ่งไม่ได้ ... ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการขัดเกลาสิ่งที่ตัวเองมีให้ "เป็นหนึ่งในปฐพี" และไม่ว่า อินซากี้ จะโดนจับล้ำหน้าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งใน 1 เกม เขาขอเอาชนะได้แค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้นพอที่จะเปลี่ยนมันให้เป็นประตู

อินซากี้ แพ้คุณด้วยการที่เขาโดนจับล้ำหน้าร้อยครั้งนั่นไม่ใช่เรื่องน่าซีเรียส แต่ถ้าคุณแพ้ อินซากี้ ครั้งเดียว นรกจะมาเคาะประตูแนวรับคุณแน่นอน ... ภายใต้ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าของ อินซากี้ บอกอะไรได้บ้าง?

อินซากี้ เป็นกองหน้าตัวเป้าที่ไม่ได้ปักหลักอยู่กับที่เพื่อรอพักบอล แม้ว่าเขาจะเป็นนักเตะที่สามารถพิงและพลิกตัววิ่งเข้าหาเขตโทษได้ดี แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการจบสกอร์ผ่านการเอาชนะกับดักล้ำหน้าของเขาคือ "พละกำลัง" นั่นเอง

"ปิ๊ปโป้" ขยับตัวตลอดเวลา เขาไม่ท้อที่จะวิ่งหาช่องให้เพื่อนเปิดให้ แม้บางครั้งจะต้องตีรถเปล่าเหนื่อยฟรีเพราะบอลมาไม่ถึง เขาอาจจะไม่เหนื่อยกับการเลี้ยงบอลหรือไล่บอลเหมือนนักเตะคนอื่นๆ แต่เขาก็ต้องใช้พลังงานไม่น้อยในการพยายามวิ่งเพื่อเอาชนะกับดักล้ำหน้าและหาช่องในการทำประตู 

ดังนั้นการดูแลร่างกายของเขาจึงสำคัญมากๆ อินซากี้ คือนักเตะสายเฮลตี้ที่ให้ความสำคัญกับความฟิตของตัวเองสูงมาก อะไรที่ไม่มีประโยชน์และผิดหลักโภชนาการเขาจะไม่แตะมันเลย เรื่องนี้ถูกยืนยันโดย เจนนาโร่ กัตตูโซ่ เพื่อนร่วมทีม เอซี มิลาน ของเขาเอง

"เขากินพาสต้าหรือข้าวโดยแทบไม่ใส่ซอสมะเขือเทศเลย (มีโซเดียม, มีน้ำตาล ส่งผลเสียต่อสุขภาพ) เขากินอาหารเพื่อสุขภาพของเขาล้วนๆ เนื้อวัวก็ต้องเป็นแบบอบด้วยความร้อน ส่วนของหวานของเขาคือ เบบี้ รุสก์ส (Baby rusks : คุกกี้ข้าวโอ๊ตสำหรับเด็กเล็กที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและวิตามิน) เวลาผมอยากให้เขาแฮปปี้กับอาหาร ก็แค่เอาไข่ไก่ไปให้เขาแค่นั้นเอง คุณคิดดูเอาก็แล้วกัน"


Photo : www.zimbio.com

มันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยเพราะ อินซากี้ กินแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มรู้ว่าตัวเองจะเป็นนักฟุตบอลแล้วด้วยซ้ำ จานคาร์โล อินซากี้ ผู้เป็นพ่อเล่าว่าลูกชายของเขาเข้มงวดเรื่องอาหารมากจนเขาเครียดแทน ... "ว่าตรงๆ คือผมเห็นแล้วปวดหัวตึ๊บเลย เขากินอะไรซ้ำๆ มาเป็นระยะเวลาถึง 30 ปีแล้วนะ คุณคิดดูเอาแล้วกัน" จานคาร์โล กล่าว 

ทั้งหมดคือส่วนหนึ่งของการทำให้ร่างกายมีแรงมากพอที่จะวิ่งจนกว่าจะเอาชนะกับดักล้ำหน้าได้ แต่มันยังไม่จบแค่นั้น อินซากี้ ไม่ใช่คนที่จบทุกอย่างในสนามซ้อมและโต๊ะอาหารเท่านั้น 

นอกจากเขาจะใช้แรงในการสร้างโอกาสแล้ว เขายังใช้การศึกษาและการเตรียมพร้อมสำหรับเพิ่มเปอร์เซนต์การเอาชนะกับดักล้ำหน้าด้วย ... กัตตูโซ่ คนเดิมเล่าว่า "ปิ๊บโป้" อ่านจุดอ่อนของกองหลังคู่แข่งผ่านการดูเทปวีดีโอแบบใช้เวลาวิเคราะห์เป็นวันๆ เลยทีเดียว

"โชคดีไม่มีจริงหรอก มันเป็นเรื่องทักษะและการเตรียมการเพื่อเอาชนะมากกว่า ทุกอย่างสำหรับ อินซากี้ ต้องเป๊ะ ขนาดในสนามซ้อมเขายังโวยแหลกเลยถ้านักเตะตำแหน่งปีกเปิดบอลมาผิดจุดที่เขาคำนวนไว้" กัตตูโซ่ ยืนยันให้มันชัดขึ้นอีก

เพราะต้องการจึงแสวงหา 

สิ่งสุดท้ายนั้น มันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับสมองซีกขวา, พละกำลัง, การดูแลร่างกาย หรือแม้กระทั่งการเปิดเทปเพื่อศึกษาคู่แข่ง แต่สิ่งที่ทำให้ "ปิ๊ปโป้" ยิงประตูได้ไม่หยุดจนถึงวันแขวนสตั๊ดคือเขาเป็นคนที่มีความกระหายในระดับที่หาคนมาเปรียบเทียบยากจริงๆ


Photo : www.uefa.com

ทุกคนบนโลกนี้คุ้นตากับประตูของ อินซากี้ ที่ดูเป็นประตูที่ง่ายๆ จนแทบไม่มีอะไรที่พิเศษเลย ทว่าทุกประตูที่ อินซากี้ ทำได้จะสังเกตได้ว่าเขามักจะดีใจกับมันอย่างบ้าคลั่ง ... แหกปากโวยวาย กระโดดชกลม วิ่งกางปีกไปทั่วสนาม และเหตุผลที่เขาต้องดีใจขนาดนั้นเพราะมันคือการฉลองความสำเร็จจากการทำงานหนัก ที่สำคัญคือเขารักการยิงประตูในระดับที่เข้าเส้น 

ความคลั่งไคล้และหลงใหลในการยิงประตู ทำให้ภาพลักษณ์ของ อินซากี้ ถูกมองว่าเป็นกองหน้าที่เห็นแก่ตัว แต่นั่นล่ะคือตัวเขา มีน้อยคนจะรู้ว่าเขาเล่นด้วยสไตล์ยิงอย่างเดียวมาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นดาวซัลโวมาตั้งแต่อายุ 11 ขวบกับการเล่นให้ทีมท้องถิ่นอย่าง ซาน นิโคโล่ 

นอกจากนี้ความ "บ้ายิง" ของเขายังเคยถูกเอามาเป็นประเด็นมาแล้วสมัยที่ยังเล่นให้กับ ยูเวนตุส มีเกมหนึ่งที่พบกับทีม เวเนเซีย และยูเว่ นำ 2-0 เกมดำเนินมาถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ อินซากี้ ได้โอกาสหลุดเดี่ยวดวลกับประตู ซึ่งถ้าเขาเลือกจ่ายให้กับ เดล ปิเอโร่ ที่ตามมามันจะง่ายกว่ามาก ที่สำคัญในตอนนั้น เดล ปิเอโร่ เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บและต้องการประตูเพื่อเรียกความมั่นใจ แต่สุดท้ายสิ่งที่ อินซากี้ ทำคือเขาเลือกยิงเองและมันก็เข้าประตูไป

จังหวะดังกล่าวทำให้หนังสือพิมพ์ Corriere dello Sport พาดหัวข่าวว่า "ฟิลิปโป้ อินซากี้ คือกองหน้าจอมฉกฉวยโอกาสและมีอีโก้ส่วนตัวสูงที่สุดในเซเรีย อา" เลยทีเดียว 

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ปัญหาอะไรเพราะในเมื่อเขาเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตูได้ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในเกมฟุตบอล ... ถึงจะอยากด่าแต่ก็คงด่าได้ไม่เต็มปากนักหรอก และในทางตรงกันข้าม ความชอบในการยิงประตูนั่นแหละที่ทำให้พยายามพัฒนาตัวเองทุกด้านโดยเฉพาะการเอาชนะกับดักล้ำหน้า ที่ไม่ว่าจะเหนื่อยเท่าไหร่แต่สุดท้ายมันก็คุ้มค่าเหนื่อยหากเขาทำสำเร็จ

"ไอ้หมอนี่มันเกิดมาเพื่อล้ำหน้าจริงๆ นะ เวลาที่เขาวิ่งผ่านไหล่กองหลังตัวสุดท้ายเขาจะถูกจับล้ำหน้าหลายครั้งใน 1 เกม แต่ถ้าเขาผ่านมันไปได้สักครั้งแล้วล่ะก็นั่นหมายถึงการการันตีประตูเลยทีเดียว" เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พูดถึง ความเป็นเอกลักษณ์ของ ปิ๊ปโป้


Photo : bleacherreport.com

อินซากี้ ยิงประตูได้ทุกส่วนของร่างกาย เท้าขวา เท้าซ้าย หัว ไหล่ ท้อง แล้วแต่คุณจะนึกได้ เขายิงประตูได้ทุกสถานการณ์ทั้งประตูจากลูกส้มหล่น, ประตูที่แสนแปลกประหลาด, ประตูง่ายๆ หรือแม้กระทั่งการยิงเข้าทั้งๆ ที่ล้ำหน้า แต่สุดท้ายแล้วเมื่อถึงวินาทีชี้ขาดเกม ทุกคนสามารถมั่นใจในดาวยิงที่บ้าคลั่งการทำสกอร์คนนี้ได้แน่

ฟิลิปโป้ อินซากี้ อาจจะเกิดมาเพื่อล้ำหน้าจริงอย่างที่เฟอร์กี้ว่า แต่ที่ทุกคนปฎิเสธไม่ได้คือ เขาคนนี้ก็เกิดมาเพื่อทำประตูเช่นกัน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook