กีฬา > ฟุตบอล > กูรูลูกหนังจัดหนัก > สกู๊ปกีฬา > ดูบาร์ซ่า...แล้วย้อนมาดูตัวเอง

ดูบาร์ซ่า...แล้วย้อนมาดูตัวเอง

ดูบาร์ซ่า...แล้วย้อนมาดูตัวเอง
ดูบาร์ซ่า...แล้วย้อนมาดูตัวเอง

ฟุตบอล : เชื่อว่าเมื่อช่วงหัวค่ำของวันพุธที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลายๆคนคงได้ยลฝีเท้าระดับโลกของนักเตะ บาร์เซโลน่า ไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสกอร์ที่ออกมาก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ นั้นคือแข้ง "กาตาลัน" ไล่ถล่ม ทีมชาติไทย ชุดผสมซีเกมส์ ไปแบบเละเทะ 7-1

ทัพนักเตะ บาร์เซโลน่า ดาหน้ากันเข้าไล่ถลุงทัพ "ช้างศึก" แบบไม่เกรงใจตั้งแต่วินาทีแรกที่ ชัยยะ มหาปราบ เชิ้ตดำชาวไทยเป่านกหวีดเริ่มเกม ด้วยสไตล์การเล่นที่เน้นการครองบอล และการเข้าทำที่สุดแสนจะสวยงาม ทำให้เห็นได้ชัดว่า ทีมชาติไทย เป็นเสมือนเด็กอมมือเมื่อเทียบกับทีมระดับโลก

นักเตะอันดับ 1 ของเมืองไทยอย่าง "เจ้ามุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา แม้ในเกมนี้จะสามารถยิงประตูได้จากลูกจุดโทษในท้ายครึ่งแรก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าตลอดทั้งเกม เขาแทบไม่มีบทบาท หรือสร้างความอันตรายอะไรได้เลย



ฉะนั้นความฝันที่ตัวเองจะไปค้าแข้งยัง "ลาลีก้า" กับ แอตเลติโก้ มาดริด คงต้องไปตรึกตรองดูอีกครั้งว่า ตัวเองพร้อมกับ "ระดับโลก" มากน้อยแค่ไหน

ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้จะตอกย้ำหรือซ้ำเติมอะไร เพียงแต่อยากฝากไปยัง "เจ้ามุ้ย" หรือผู้ใหญ่ที่หนุนหลังอยู่ ให้เดินไปทีละก้าว อย่าใจร้อนกระโดดไปยังที่ที่เรายังไม่ควรไป

ระดับของ ธีรศิลป์ แดงดา แน่นอนว่าเขาเก่งที่สุดในมวลหมู่นักเตะไทย ทั้งทักษะและความสามารถเฉพาะตัว เขาคือนัมเบอร์ 1 ของแผ่นดินสยาม และควรจะออกนอกประเทศเพื่อหาความท้าทายใหม่ๆในการพัฒนาฝีเท้า

แต่การจะไประดับ "ลาลีก้า" ในทันที่นั้น คงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เพราะความจริงแล้ว ก้าวต่อไปที่เขาควรเดินคือในระดับ "เอเชีย" มากกว่า

ผมจะยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็น ธีรศิลป์ แดงดา ออกไปค้าแข้งยังประเทศ ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ เพราะเชื่อว่าฝีเท้าระดับ "เจ้ามุ้ย" สามารถเล่นในระดับ "เจลีก" หรือ "เคลีก" ได้อย่างสบาย เพียงแต่เขาต้องเอาจริงเอาจัง และมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมในรูปแบบของฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว




กลับมาต่อกันที่เรื่อง บาร์เซโลน่า จากเกมที่ทีมต่างดาวไล่ยำ ทีมชาติไทย 7-1 ทำให้ได้เห็นข้อแตกต่างหลายๆอย่าง แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดมีอยู่ 2 เรื่อง นั่นก็คือ ทักษะ และ ร่างกาย หรือที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า technical และ physical

ทักษะความสามารถของนักเตะ บาร์เซโลน่า แตกต่างจากนักเตะไทยอย่างมากมายก่ายกอง ดูง่ายๆแค่จากจังหวะจับบอล ก็คนละเรื่อง คนละชั้นกันแล้ว

นักเตะระดับโลก จับบอลสัมผัสแรกอย่างเนียนตา และสามารถเล่นต่อในจังหวะที่ 2 ได้ทันที ส่วนนักเตะไทย จับบอลธรรมดายังกระเด็นกระดอนไม่เชื่องเท้า ทำให้การเล่นช็อตต่อไปทำได้ลำบาก

เรื่องนี้หลายคนอาจมองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ความจริงมันคือเรื่องใหญ่ที่สุดของกการเล่นฟุตบอล ทักษะ และ เบสิก จะต้องมาก่อนทุกอย่าง

ในต่างประเทศการฝึกสอนฟุตบอลจะต้องเน้น "ทักษะ" เป็นอันดับแรก ซึ่งพวกเขาจะฝึกฝนกันตั้งแต่เด็ก ทั้งการจับบอล และการเดาะบอล จะต้องเนียนตาและทำให้ลูกฟุตบอลเชื่องเท้ามากที่สุด

ซึ่งเรื่องนี้บรรดาสตาฟฟ์โค้ชของต่างประเทศรู้ดี ฉะนั้นพวกเขาแทบจะไม่ให้เด็กๆทำไรเลยในการเริ่มเล่นฟุตบอล เพราะจะต้องสอนทักษะต่างๆให้เชี่ยวชาญเสียก่อนจึงจะก้าวไประดับต่อไป

แต่กับการฝึกสอนของประเทศไทย โค้ชหลายๆคนไม่เน้นเรื่องทักษะ เพราะพวกเขาจะฝึกระดับเบสิกแค่สั้นๆ เสร็จแล้วก็จับแบ่งข้าง ลงเล่นแข่งขันกันเลย ซึ่งนับว่าการฝึกฟุตบอลแบบนี้ จะทำให้นักเตะขาดทักษะที่ไป





ส่วนอีกเรื่องที่นักเตะไทยยังสู้นักเตะระดับโลกไม่ได้ก็คือ "ร่างกาย" ซึ่งคำว่าร่างกายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรูปร่างที่สูงใหญ่ แต่มันหมายถึงความแข็งแกร่ง และความฟิตของร่างกาย

นักเตะ บาร์เซโลน่า แทบทั้งทีม ไม่ได้มีส่วนสูงมากไปกว่านักเตะไทยเลย แต่ทำไมความแข็งแกร่ง และความฟิต เขาจึงมีมากกว่า เห็นได้ชัดในเรื่อง "สปีดความเร็ว" นักเตะ บาร์เซโลน่า วิ่งเร็วกว่านักเตะมากมายนัก ทำให้พวกเขาเล่นฟุตบอลได้ง่าย และยิ่งมีสภาพความฟิต และความแข็งแกร่ง ทำให้เวลาพวกกเขาคิดจะเล่นแบบไหน ร่างกายก็สามารถตอบสนองได้หมด

คำตอบของเรื่องนี้คงต้องไปพึ่ง "วิทยาศาสตร์การกีฬา" ทั้งในเรื่องอาหารการกิน และการ "ฟิตเนส" นักเตะต่างชาติจะเน้นเรื่องฟิตเนสกันมาก และพวกเขาจะเสริมสร้างกล้ามเนื้อในส่วนที่จำเป็น แต่กับนักเตะไทย ยังไม่ค่อยจะเน้นเรื่องฟิตเนสมากเท่าไหร่ ทำให้ร่างกายของนักเตะทั้ง 2 ทีม แตกต่างกัน

จากที่ร่ายมา ก็อยากให้นักเตะไทยและบรรดาสตาฟฟ์โค้ช ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ให้มากขึ้น อยากให้พวกเขาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ว่าทำไม "บอลไทย" ถึงต่างจากระดับโลกเยอะนัก และนำคำตอบเหล่านั้น ไปพัฒนาให้ตัวเองดีขึ้น

ก็ได้แต่หวังว่าในอนาคต ฟุตบอลไทย จะสู้กับทีมระดับโลกได้ใกล้เคียงมากขึ้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ความหวังที่เราจะได้ไป "ฟุตบอลโลก" ก็น่าจะใกล้เข้ามามากขึ้น


เรื่องโดย : nutnaldo

ติดตามข่าวกีฬา วิเคราะห์บอล ผลบอล ฟุตบอล รอบโลก ได้ที่นี่

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งหมด >>