ภารกิจทวง"ความยิ่งใหญ่"ของแซมบ้า

ภารกิจทวง"ความยิ่งใหญ่"ของแซมบ้า

ภารกิจทวง"ความยิ่งใหญ่"ของแซมบ้า

Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : หากใครเป็นคอลูกหนังมาตั้งแต่ทศวรรษหรือ 15 ปีก่อนหน้านี้ คงไม่มีใครคัดค้านว่า "แซมบ้า" บราซิล คือมหาอำนาจลูกหนังหมายเลข 1 ของโลก ทีมชาติเดียวที่สามารถคว้าแชมป์โลกได้ถึง 5 สมัย และเป็นทีมชาติผู้สรรค์สร้างยอดแข้งอย่าง

ดุงก้า, เปเล่, โซคราเตส หรือ ริวัลโด้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามรสชาติความสำเร็จครั้งสุดท้ายของพวกเขาเกิดขึ้นในศึกคอนเฟเดเรชั่นส์ คัพ เมื่อปี 2009 ที่ผ่านมา

จากวันนี้ถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว และหากนับรวมเฉพาะรายการใหญ่สุดบนดาวเคราะห์ดวงนี้ ครั้งสุดท้ายที่ถ้วย "จูลส์ ริเม่ต์" อยู่ภายใต้อ้อมกอดของพวกเขาคือ ฟุตบอลโลก 2002 เมื่อครั้งระเบิดศึกกันในทวีปเอเชียของเรา

และหากนับย้อนไปก็เป็นเวลากว่า 11 ปีแล้วที่ บราซิล ร้างราจากความสำเร็จ และฟุตบอลโลก2014 ที่จะจัดขึ้น ณ ดินแดนแซมบ้าอีกครั้ง (ครั้งแรกจัดขึ้นในปี 1950) มีหนึ่งภารกิจที่ บราซิลต้องทำให้ได้ นั่นคือการทวงบัลลังก์แชมป์ลูกหนังโลกกลับมาให้จงได้นั่นเอง

ที่สุดของแจ้ต้องชุดนี้

 

หนึ่งในสาเหตุที่ บราซิล ดิ้นรนแบบสุดตัวกับการได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันศึกชิงเจ้าลูกหนังในคราวนี้ เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่าหากได้ในบ้านของตัวเองจะสามารถเรียกฟอร์มสุดยอดของทีมกลับมาได้อีกครั้ง

รวมทั้งบรรดาคู่แข่งก็จะถูกกดดันจากเหล่าแฟนบอลจนเล่นไม่ได้ดั่งใจ พูดง่ายๆ เล่นในบ้านก็ย่อมได้เปรียบเป็นเรื่องธรรมดา และเมื่อสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ "ฟีฟ่า" ประกาศให้ บราซิล เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ฟุตบอลโลก2014 เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ปี 2007 ที่ผ่านมา

พวกเขาก็ประกาศขอทวงแชมป์โลกคืนกลับมาให้ได้ทันที แต่ฟอร์มการเล่นในเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติอิตาลี ที่จบด้วยการเสมอกันแบบสุดมัน 2-2 เมื่อคืนวันพฤหัสบดี (21 มี.ค.) ที่ผ่านมา ก็ยังคงเป็นคำถามสำหรับแฟนบอลว่า บราซิล พร้อมและดีพอหรือยังกับการทวงบัลลังก์แชมป์โลกกลับคืนมา

นักเตะแห่งความหวังของทัพเซเรเซาที่บ่องตงว่า "ยังไม่ได้ขี้เล็บของ โรนัลโด้ หรือ ริวัลโด้ เลย"
 

เพราะทั้งที่ออกนำไปก่อนถึง 2-0 จากประตูของ เฟร็ด และออสการ์ รวมทั้งรูปเกมที่ไม่ได้ดูเป็นรองกว่าทัพ "อัซซูรี่" เหมือนเป็นการบอกกันกลายว่าสมควรจะจบเกมดังกล่าวด้วยการเป็น "ผู้ชนะ" แต่ความไม่แน่นอนของพวกเขา บวกกับความตั้งใจของขุนแข้งลูกหนังแดนมะกะโรนีก็ทำให้เกิด 2 ประตูจากทางฝั่งทีมแดนพิซซ่า ทั้งลูกโหม่งของ ดานิเอเล่ เด รอสซี่ และลูกยิงไกลสุดสวยของ มาริโอ บาโลเตลลี่ นั่นเอง

 

ลูกยิงตีเสมอ 2-2 ของ "มาริโอ บาโลเตลลี่"

 

ผมบอกไม่ได้ว่า บราซิล ไม่นิ่ง หรือ อิตาลี นิ่งกว่ากันแน่ แต่ที่แน่ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือของ บราซิล มีการบ้านกองโตที่จะมีเวลาให้ทำกันไปอีกปีกว่าๆ กับโจทย์ที่ว่าทำอย่างไรให้ บราซิล เป็นทีมที่ดีที่สุด เพราะเท่าที่มีอยู่ตอนนี้หากเทียบกันแบบปอนด์ต่อปอนด์กับเบอร์ 1 ของโลกทีมปัจจุบันอย่าง "กระทิงดุ" สเปน ต้องยอมรับโดยศิโรราบว่า "กระดูกยังคนละเบอร์" จริงๆ

 


 12 ปีแห่งการรอคอยของทัพ "แซมบ้า"
 

ผมยังจำ บราซิล ชุดแชมป์โลก 2002 ซึ่งเป็นความสำเร็จในรายการฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของพวกเขาได้ นำมาด้วย มาร์กอส ผู้รักษาประตูที่ทั้งเก๋าและหนึบ เล่นด้วยระบบ 5-3-2 ใช้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ 3 คนประกอบด้วย ลูซิโอ, โรเก้ จูเนียร์ และเอ็ดมิลสัน ใช้วิงแบ็ก 2 คนได้แก่ คาฟู และ โรแบร์โต้ คาร์ลอส แผงกองกลางแน่นปั้กอย่าง กิลแบร์โต้ ซิลวา และ เคลแบร์สัน โดยมีตัวเชื่อมในแดนกลางอย่าง โรนัลดินโญ่ มี ริวัลโด้ เป็นตัวสร้างสรรค์เกม และปิดท้ายด้วยดาวยิงระดับเพชรฆาตอย่าง โรนัลโด้ อาจไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุดเท่าที่ บราซิล เคยมีมา

แต่นี่คือทีมที่คว้าความสำเร็จมาได้ในครั้งล่าสุด และอีกหนึ่งเรื่องที่ บราซิล ลืมนึกไปกับการได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เพราะครั้งแรกที่พวกเขาได้จัดเมื่อปี 1950 นั้น พวกเขาทำได้แค่เพียงรองแชมป์เท่านั้น แรงกดดันในสนาม มาราคาน่า หรือ "ชามอ่างยักษ์" ของพวกเขาอาจยังไม่ดุดัน เหลือเวลาอีก 1 ปีนับจากวันนี้

"สิ่งที่น่าจับตาก็คือพวกเขาจะสามารถทวงความยิ่งใหญ่ของพวกเขากลับมาได้หรือไม่"

 

เรื่องโดย : อธิคม  ภูเก้าล้วน

Advertisement Replay Ad

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์