''ศศิธารา''สั่งติดเครื่อง

''ศศิธารา''สั่งติดเครื่อง

''มาเชี่ยลอาร์ท''ต้องเจ๋งแถมวางแผนลุย''อลป.''

ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปิดเผยแผนงานเรื่องกีฬาที่จะต้องเร่งทำหลังผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ว่า นอกจากจะเรียกประชุมคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกีฬาเอเชี่ยนมาเชี่ยลอาร์ทเกมส์ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 18 เม.ย.เพื่อเร่งการทำงานในช่วงโค้งสุดท้ายให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเริ่มเปิดการชิงชัยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 25 เม.ย.-3 พ.ค. แล้ว จะต้องรีบเสนอชื่อประธานคณะกรรมการเตรียมนักกีฬาไทย เพราะในปีงบประมาณ 2552-2553 จะมีเกมระดับ มหกรรมกีฬา อีกหลายรายการ ที่ประเทศไทยจะต้องส่งนักกีฬาเข้าแข่งขัน เช่น เอเชี่ยนยูธเกมส์ ครั้งที่ 1 ที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-7 ก.ค. 52, กีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 3 ที่ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 30 ต.ค.-8 พ.ย. 52, กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่ประเทศลาว ระหว่างวันที่ 9-18 ธ.ค. 52 ส่วนในปีหน้าก็จะมีกีฬายูธ โอลิมปิก ครั้งที่ 1 ที่ประเทศสิงคโปร์, เอเชี่ยน บีชเกมส์ ครั้งที่ 2 ที่ประเทศโอมาน และกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 ที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน จึงควรมีการเตรียมงานตั้งแต่เนิ่น ๆ

ปลัดกีฬา ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ในการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการเตรียมนักกีฬาไทย ไม่ได้เสนอชื่อบุคคลใดเป็นพิเศษ เป็นอำนาจของ นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ที่จะใช้วิจารณญาณพิจารณาคนที่เหมาะสมได้เอง แม้คนส่วนใหญ่ในวงการกีฬา อาจจะเห็นว่าคนที่เหมาะสมที่จะมารับตำแหน่งนี้ น่าจะเป็น ผู้ว่าการ กกท. เพราะเป็นหน่วยงานที่ดูแลงบประมาณตรงส่วนนี้อยู่แล้ว แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับตัวของ รมต.ชุมพล เองว่าจะเลือกใคร

ส่วนเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี กีฬาไทย สร้างชัย ลอนดอนเกมส์ ที่จะใช้งบประมาณ 12,500,000,000 บาท ตลอดระยะเวลา 4 ปีนั้น ก็จะต้องเร่งทำให้เรียบร้อย ซึ่งตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (สพก.), คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาต่าง ๆ ก็ได้ร่วมวางแผนทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และ กกท. กับ สพก. กำลังจะสรุปยอดงบประมาณทั้งหมดที่จะต้องใช้ให้เป็นรูปธรรม มีรายละเอียดที่ชัดเจน เช่น แต่ละสมาคมเก็บตัวฝึกซ้อมกันอย่างไร ระยะเวลาเท่าไหร่ ส่งแข่งรายการไหนบ้าง มีโค้ชกี่คน ซึ่งทั้งหมดนี้ รมต. ชุมพล ต้องการทราบให้ชัดเจน

สำหรับอีกเรื่องที่สำคัญก็คือ การแต่งตั้งประธานคณะอนุกรรมการประเมินผลงานของ นายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการ กกท. หลังจากที่การประเมินครั้งที่ 3 เพิ่งจะผ่านพ้นไป และ นายกนกพันธุ์ ได้คะแนนผ่านการประเมินถึงร้อยละ 93 จึงต้องเสนอให้ รมต.ชุมพล แต่งตั้งประธานฯคนใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ เพราะอีก 6 เดือนก็ต้องมีการประเมินผลงานกันอีกครั้ง หากแต่งตั้งประธานฯ คนใหม่โดยเร็ว ก็จะมีเวลาติดตามงานของ ผู้ว่าการ กกท. ได้อย่างละเอียด ดีกว่าไปแต่งตั้งตอนที่ใกล้จะถึงการประเมิน นอกจากนี้การประเมินผลงานครั้งต่อไป ควรจะเพิ่มการพิจารณาเข้าไปอีก 2 ข้อ เป็น 11 หัวข้อหลัก โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าหาก ผู้ว่าการ กกท. ทำผลงานได้ดีกว่าเป้าที่กำหนดไว้ ควรจะเพิ่มคะแนนพิเศษให้ด้วย เช่น รายได้ของสิทธิประโยชน์ตั้งเป้าไว้ว่า กกท.จะต้องหารายได้แต่ละปีให้ถึง 200,000,000 บาท แต่หากทำได้เกินที่กำหนดไว้ ควรจะเพิ่มคะแนนพิเศษเข้าไป คนทำงานจะได้มีกำลังใจ.

Advertisement Replay Ad

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์